สลด!ผจก.ธกส.เมืองคอนเครียด ใช้ปืนจ่อยิงหัวฆ่าตัวตายคาร.ร.

Uncategorized

เมื่อเวลา 18.00น.วันที่ 4กค.2564 พ.ต.ท.อาคม จอนนุ้ย สว.(สอบสวน)สภ.เมืองนครศรีธรรมราชได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนยิงตัวตายที่ในโรงเรียนวัดบ้านตาล หมู่ 6 ต.กำแพงเซา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งแล้วจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.มนเทียร เบ้าทอง ผกก.,พ.ต.ท.สมเชิญ ทองใหญ่ รอง ผกก.(สอบสวน),พ.ต.ท.สมพร นิติภักดิ์ รอง ผกก.ป.,พ.ต.ท.ธีระวุฒิ เทพเลื่อน รอง ผกก.สส.,ตำรวจชุดสืบสวน,แพทย์เวร รพ.มหาราชฯและจนท.มูลนิธิใต้เต๊กตึ้งไปที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณม้าหินอ่อนใต้อาคารเรียน พบศพผู้ตายชื่อนายปรีชา สงกรด อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 233 หมู่ 6 ต.กำแพงเซา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และมีตำแหน่งเป็น ผจก.ธกส.สาขา นบพิตำ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช นอนตะแคงบนพื้นข้างม้าหินอ่อน โดยขาพาดกับเก้าอี้ม้าหินอ่อน สภาพศพมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นขนาด .32 จำนวน 1นัดเจาะเข้าบริเวณขมับขวากระสุนฝังใน 1 นัด เลือดไหลนองเต็มพื้นแดงฉาน โดยบนโต๊ะ จนท.พบเอกสารวางอยู่ปึกหนึ่งและกระเป๋าสีขาวของผู้ตายวางอยู่ภายในกระเป๋ามีเอกสารและบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตำแหน่ง ผกฃจก.ธกส.สาขานบพิตำ อยู่ด้านใน

จากการสอบสวนปากคำนายประยูร ช่อผกาพันธุ์ อายุ 80 ปี พ่อตาของผู้ตายให้การว่า นายปรีชาฯผู้ตายซึ่งเป็นลูกเขยของตนได้มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของตนนานแล้ว ซึ่งบ้านตนเปิดเป็นร้านค้าอยู่หน้าโรงเรียนที่เกิดเหตุ โดยช่วงเที่ยงตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวน 1นัด แต่ไม่คิดอะไรนึกว่าเป็นเสียงรถที่วิ่งผ่านไปมา ก่อนที่ตนจะออกจากบ้านไปทำสวนจนกระทั่งกลับมาช่วงเย็นก็ไม่พบนายปรีชาอยู่ในบ้าน เห็นผิดปกติแล้วจึงเดินตามหานายปรีชา ลูกเขยทั่วบ้านก็ไม่เจอและได้เดินเข้าหาในโรงเรียนก็พบว่านายปรีชา ลูกเขยใช้ปืนพกสั้ยขนาด .32ซึ่งเป็นของตนยิงตัวตายดังกล่าว ซึ่งคาดว่าลูกเขยอาจจะเดินออกทางหลังบ้านไปนั่งเคลียร์งานและเอกสารในโรงเรียนที่อยู่ติดกัน ส่วนสาเหตุตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าลูกเขยเครียดเรื่องอะไร คาดว่าอาจจะมากเรื่องการงานที่ทำอยู่หรือเรื่องส่วนตัวบางเรื่องก็ได้

ด้านนางวราภรณ์ สงกรด อายุ 45ปี ภรรยาของผู้ตายให้การว่าปกติสามีของตนเป็นคนนิสัยดีและร่าเริงตลอดมา และระยะหลังสามีตนได้มาบ่นปรึกษาว่ามีความเครียดในเรื่องงานที่ทำอยู่บางเรื่อง และกำลังจะขึ้นศาลในอาทิตย์หน้าแล้ว อาจจะทำให้เกิดความเครียดสะสมเอาปืนพ่อตามายิงตัวตายดังกล่าว ซึ่งอย่างไรก็ตามทางตำรวจจะได้สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

ที่มา:บ้านเมือง

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *